RSS

การเมืองการปกครองของสุโขทัย



อาณาจักรสุโขทัย (พ.ศ. 1781-1962)


ราว พ.ศ. 1565 ก่อนจะเริ่มตั้งอาณาจักรสุโขทัยนั้น ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยายังอยู่ในอำนาจของกษัตริย์ขอม ซึ่งแผ่อำนาจมาถึงละโว้ (ลพบุรี) และลำพูน แต่ต่อมาเกิดขบถแห่ง ละโว้ได้เป็นเอกราชระยะหนึ่ง ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724-1761) ตีเมืองต่างๆ คืน รวมทั้ง สุโขทัย แต่ก็ทรงยกธิดาพร้อมทั้งพระชรรค์ชัยศรีแก่พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด โอรสพ่อขุนศรีนาวนำถุมผู้ครองอาณาจักรเชลียง (สวรรคโลก) พร้อมทั้งตั้งให้เป็นใหญ่นามว่า "ศรีอิทรดินทราทิตย์"

พ่อขุนผาเมือง ได้ทรงร่วมมือกับพระสหายคือ พ่อขุนบางกลางหาว เข้าตีเมืองต่างๆ รอบสุโขทัยได้แล้ว เข้าตีสุโขทัยจากขอมสบาดโขลญลำพง เมื่อราวปี 1781 ถึง 1792 แล้วอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า "ศรีอินทราทิตย์" (นิยะดา, อ้างแล้ว, น.300 และ 467ฉ

เมื่อแรกตั้งกรุงสุโขทัยนั้นอาณาเขตยังคับแคบเพียงเมืองเชลียง เมืองแพร่ทางใต้คงลงมาถึงเมืองพระบางที่ปากน้ำโพ ทางตะวันตกเฉียงเหนือเพียงเมืองตาก ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด ไม่ยอมอยู่ในอำนาจจึงยกทัพมาตีเมืองตาก กองทัพของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เสียท่าแต่พระโอรสองค์น้อย เข้าชนช้างชนะขุนสามชน พวกเมืองฉอดจึงแตกพ่ายไป ต่อมาพ่อขุนบานเมืองเสวยราชย์ต่อจาพระบิดาจนสวรรคต เมื่อ พ.ศ. 1822 พ่อขุนรามคำแหง (รามราช) ได้ครองราชย์ต่อมาจนถึงปี 1841

พ่อขุนรามคำแหงได้ขยายพระราชอาณาเขตออกไปกว้างขวางดังปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่าทางทิศตะวันออกได้เมืองสระหลวง สองแคว (พิษณุโลก) ถึงฝั่งโขง เวียงจันทน์ เวียงคำ ทิศใต้ได้ได้คณฑี (กำแพงเพชร) พระบาง (นครสวรรค์) แพรก (ชัยนาท) สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี นครศรีธรรมราช จนสุดฝั่งทะเล ทิศตะวันตกได้เมืองฉอด หงสาวดีถึงฝั่งมหาสมุทร ทิศเหนือได้เมืองแพร่เมืองน่าน เมืองพลั่ว (ปั่ว) เลยฝั่งโขงไปถึงเมืองชวา (หลวงพระบาง) (ประชุมศิลาจารึกภาคที่ 1 หลักที่ 1,2467, น.57-58)


หลังรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราช กรุงสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลงตั้งแต่รัชสมัยพระยาเลอไทย พระยางั่วนำถุม (งั่ว = ลูกคนที่ห้า, นำถุม = น้ำท่วม) พระเจ้าลิไทย (พระมหาธรรมราชาที่ 1) พระมหาธรรมราชาที่ 2 ที่ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1911-42 นั้นปรากฏว่าเคยต้องยอมเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาอยู่สิบปีระหว่าง พ.ศ. 1921-31 แต่รัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 3 (ไสยลือไทย, พ.ศ. 1942-1962) กลับเข้มแข็งขึ้นแต่เมื่อสวรรคตเกิดชิงราชสมบัติ สมเด็จพระนครินทราธิราชต้องทรงขึ้นไปห้ามปรามและทรงตั้งพญาบรมปาล เป็นเจ้าเมืองขึ้นต่ออยุธยาจนสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 1981 จึงสิ้นราชวงศ์พระร่วง (นิยะดา, อ้างแล้ว, น.300-304)

ระบอบการปกครองสมัยสุโขทัย

โดยทั่วไปอาจกล่าวได้ว่า ระบอบการปกครองประเทศได้เปลี่ยนจากระบอบนครรัฐ หรือ แว่นแคว้นขนาดเล็กเป็นอิสระต่อกัน เป็นพันธมิตรและศัตรูกันเป็นครั้งคราว มาสู่ระบอบอาณาจักรขนาดใหญ่ขึ้น มีประชากรมากขึ้น ซึ่งทำให้การจัดการปกครองมีความยุ่งยากมีการบังคับบัญชาลดหลั่นกันมากขึ้น


ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและประชาชนก็มีการเปลี่ยนแปลงเป็น 3 ขั้นตอน คือ ในตอนต้นของระบอบบนนครรัฐ ความสัมพันธ์เป็นแบบปิตาธิปไตย คือ แบบพ่อกับลูก แต่ในสมัยสุโขทัยเริ่มเปลี่ยนมาสู่รูปแบบที่สอง คือ ปิตุราชาธิปไตย คือ แบบพ่อกับลูก แต่ในสมัยสุโขทัยเริ่มภาพจะทรงเรียกว่า เป็นแบบบิดาครองบุตร (Paternal Government) (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 2470, น.9) แต่น่าจะเป็นแบบปิตุราชาธิปไตยมากกว่า เพราะพระราชาเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย แม้จะปกครองราษฎรเหมือนบิดา (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2527, น.31) อนึ่งพึงสังเกตว่าการปกครองสมัยสุโขทัย พระราชามหากษัตริย์เริ่มมีฐานะเป็นหลวง พระโอรส และ นัดดามีฐานะเป็นลูกหลวง หลานหลวง (หลายแห่งเรียกว่า พญา (พระยา) และปู่พญา)

ความสัมพันธ์นี้ต่อมาถึงรัชกาลที่ 6 คือ พญาลิไท (เสวยราชย์ พ.ศ. 1890) ก็ทรงเฉลิมพระนามว่า พระมหาธรรมราชา (นับเป็นพระองค์แรก) ซึ่งทำให้เห็นว่าได้แยกพ่อขุนมาเป็นพระราชาเพียงแต่ยังเป็นมนุษย์ (ไม่เป็นเทพ) ที่ปกครองโดยใช้หลักธรรมะของพระศาสนาเป็นหลัก (ถ้าดุจากพระนามจะเห็นว่านามพ่อขุนบางกลางหาว จะเป็นความเป็นมนุษย์มากกว่านามพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ซึ่งเริ่มจะเป็นเทวดาตามชื่อที่ได้ดัดแปลงมาจากตำแหน่งของพ่อขุนผาเมืองที่กษัตริย์เขมรทรงแต่งตั้งให้)

อย่างไรก็ดี ถ้าพิจารณาจากหลักการปกครองตามที่จารึกไว้ในหลักที่ 1 จะเห็นว่า เป็นการปกครองตามลัทธิประชาธิปไตยมาก ดังจะได้กล่าวต่อไป


ลักษณะการปกครองอาณาจักรสุโขทัย

การปกครองอาณาจักรสุโขทัย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่าถือเอาการป้องกันบ้านเมืองเป็นหลัก จึงวางระเบียบเป็นอย่างทหาร พลเมืองที่เป็นชายนับเป็นทหารทุกคนเจ้านาย ขุนนางทำหน้าที่ควบคุมทหารเหล่านั้นตามลำดับ เวลาว่างศึกสงครามก็บังคับบัญชาอย่างพลเรือน เวลาเกิดศึกสงครามก็บังคับบัญชากันอย่างทหารเจ้าเมืองต่างๆ ก็เกณฑ์พลเมืองของตนมาเข้ามาเป็นกองทัพสมทบกับทัพหลวง สำหรับหัวเมืองขึ้นในรายรอบราชธานีจะรวมกันเป็นกองทัพหลวงส่วนเมืองศรีสัชนาลัยเป็นเมืองอุปราช ทำหน้าที่กองทัพหน้า

       1.เมืองลูกหลวง หรือเมืองหน้าด่าน ซึ่งโดยปกติจะมีอยู่ 4 ทิศล้อมลอบราชธานี แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป หน้าที่สำคัญของเมืองลูกหลวง คือเป็นการแบ่งเมืองและตำแหน่งให้เชื้อพระวงศ์เป็นการฝึกการปกครองและบริหารราชการแผ่นดินและทำหน้าที่เป็นด้านกั้นภัยจากอริราชศัตรู แต่ขณะเดียวกันอันตรายก็มีอยู่ซึ่งได้แก่การที่ผู้ครองเมืองลูกหลวงอาจกยทัพเข้าราชธานีหรือเมืองหลวงเพื่อแบ่งราชสมบัติเมื่อกษัตริย์เสด็จสวรรคต
       เมืองลูกหลวงของกรุงสุโขทัยมีดังนี้ ทิศเหนือคือเมืองศรีสัชนาลัย ทิศตะวันออกคือเมือง สองแคว(ปัจจุบัน คือเมืองพิษณุโลก) ทิศตะวันตก คือเมืองนครชุม ทิศใต้คือเมืองสระหลวง

       2.เมืองท้าวพระยามหานคร เป็นเมืองที่อยู่ในขอบริมรอบนอก เจ้าเมืองเป็นราชวงค์ของเจ้าเมืองเดิมมีอำนาจในการปกครองบริหารตามปกติเกือบสมบูรณ์แต่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจและการบังคับบัญชาของสุโขทัย เมืองท้าวพระยามหานครคือเมืองที่ถูกผนวกเข้ามาในเครือข่ายอำนาจของราชธานี เช่นหลวงพระบาง เชียงทอง เป็นต้น

       3. เมืองออกหรือเมืองขึ้น คือเมืองที่สุโขทัยยกทัพไปตีได้โดยให้อยู่ในอำนาจ เช่น นครศรีธรรมราช เวียงจันทร์ หงสาวดี (มอญ) เป็นต้น
    ในการปกครองของแต่ละเมืองนั้น ก็มีรูปแบบทั่วไปในสังคมเกษตรกรรมซึ่งมักแบ่งออกเป็น 3 หน่วย คือ หมู่บ้าน ตำบล เมือง



หลักการปกครองแบบปิตุราชาประชาธิปไตย


        การปกครองของสุโขทัยที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกที่ 1 ซึ่งจารึกเมื่อ พ.ศ. 1835 (หลังจากที่พ่อขุนรามคำแห่งได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยเมื่อ พ.ศ. 1826) ได้อธิบายวิธีปกครองไว้เป็นแบบประชาธิปไตยมากเทียบเคียงได้กับมหากฎบัตร (Magna Carta) ของอังกฤษซึ่งพระเจ้าจอห์นถูกขุนนางบังคับให้จำกัดพระราชอำนาจเมื่อ ค.ศ. 1215 (พ.ศ. 1758) จึงอาจกล่าวได้ว่าศิลาจารึก 1835 นี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศสยาม หลักการสำคัญที่จารึกไว้มีดังนี้

ให้เสรีภาพในทาง (ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า...)

ไม่เก็บภาษีจังกอบ (เจ้าเมืองบ่อาจกอบ ในไพร่ลู่ทาง...)

ทรัพย์สินของผู้ตายให้เป็นมรดกถึงลูกได้ (ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ ล้มหายตายกว่า เหย้าเรือน... เสื้อค้ำ... ช้างลุกเมียเยียข้าว... ป่าหมากป่าพลูพ่อเชื้อมัน ไว้แก่ลูกมันสิ้น)

ประกันความยุติธรรมเมื่อพลเมืองผิดใจเป็นความกันจะมีการสอบสวนจนแน่ชัดจึงตัดสินโดยยุติธรรม (ลูกเจ้าลูกขุนผิแลผิดแผกแสกกว้างกัน สวนดูแท้แลจึ่งแล่งความแก่ข้าด้วย ซื่อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน...)

ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อแก่ผู้มาอยู่ในบ้านเมือง ให้ตั้งตัวได้ (คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ช่อยเหนือเฟื้อกู้มันบ่มีช้างบ่มีม้าบ่มีปั่วมีนางบ่มีเงื่อนบ่มีทองให้แก่มัน ช่อยมันตวงเป็นบ้านเป็นเมือง)

ข้าศึกแม่ทัพนายกองจับได้ก็ไม่ฆ่าตี (ได้ข้าเสือก ข้าเสือหัวพุ่งหัวรบก็ดีบ่ฆ่าบ่ตี)

ประชาชนเดือนร้อนให้มาสั่นกระดิ่ง ให้พ่อขุนรามคำแหงได้ยินจะออกมาสอบสวนตัดสินโดยยุติธรรม (ไพร่ฟ้าหน้าปก...มีถ้อยมีความเจ็บท้องข้องใจ...บ่ไร้ไปสั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียกเมื่อถาม สวนความแก่มันด้วยซื่อ)

ประชาชนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน (...หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน)

ส่งเสริมให้พลเมืองถือศิลอวยทาน (คนในเมืองสุโขทัยนี้มักทาน มักทรงศิล มักโอยทาน พ่อขุนรามคำแหง ทั้งชาวแม่ ชาวเจ้าท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน...ทั้งผู้ชายผู้หญิง...มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา)

ทรงจัดการปกครองบ้านเมืองโดยเปิดเผยบนพระแท่นในวันธรรมดา หลังจากที่พระสอนธรรมในวันโกนวันพระ (ผิใช่วันสูดธรรม พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยขึ้นั่งเหนือขดานหินให้ฝูงท่วยลูเจ้าลูกขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมืองคัล)




ทรงประดิษฐ์อักษรไทย เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยรู้บุญรู้ธรรม จึงมีความฉลาด กล้าหาญ ขยันขันแข็ง ปราบฝูงข้าศึกได้ เมืองจึงกว้างขวาง (เมื่อก่อนลายสือไทยนี้บ่มี... (พ.ศ. 1826) พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ในในในแลใส่ลายเสือไทยนี้...หาเป็นท้าวเป็นพระยาแก่ไทยทั้งหลาย หาเป็นครูอาจารย์สั่งสอนไทยทั้งหลายให้รู้บุญ รู้ธรรมแท้ แต่คนอันมีในเมืองไทยด้วยรู้ด้วยหลวกด้วยแกล้วด้วยหาญด้วยแคะด้วยแรง หาคนจักเสมอมิได้อานปราบฝูงข้าเสิกมีเมืองกว้างช้างหลาย)


ทรงปราบปรามบ้านเมืองต่างๆ ทุกทิศแต่ก็จะทรงเลี้ยงลูกบ้านลูกเมืองนั้นด้วยชอบด้วยธรรมทุกคน (หลังจากล่าวถึงเมืองต่างๆ ที่ไปปราบมาจารึกหลักที่ 1 ด้านที่ 4 ก็จบลงด้วยข้อความว่า "...ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองนั้น ชอบด้วยธรรมทุกคน")


**(ข้อสังเกต ความในวงเล็บเป็นคำอ่านปัจจุบันจากหนังสือประชุมศิลาจารึกภาคที่ 1 ของคณะกรรมการพิจารณา และจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์, สำนักนายกรัฐมนตรี, 2521, น.18-26. อนึ่งโปรดสังเกตว่าในศิลาจารึกหลักที่ 1 จากบรรทัดที่ 1 ถึง 18 เป็นเรื่องที่พ่อขุนรามคำแหงเล่าประวัติของพระองค์เองใช้คำว่า "กู" ตลอดแต่หลังจากนั้นใช้คำว่า "พ่อขุนรามคำแหง" จึงเป็นเรื่องที่ผู้อื่นเขียน)

สมเด็จกรมพรยาดำรงค์ฯ เห็นว่าสมัยสุโขทัยไม่มีทาสกรรมกรมามีทาสเมื่อใช้ประเพณีของในบรรดาชาวไทยทางใต้ (ดู สมเด็จกรมพระยาดำรง, 2470, น.12) ข้อสันนิษฐานนี้เสอดคล้องกับความในศิลาจารึก สรุปข้อ 6 และ 12 ที่ว่าไม่ได้ฆ่าตีข้าศึกที่เข้ามาสวามิภักดิ์ และทรงปกครองเมืองต่างๆ ที่ปราบมาอย่างเป็นธรรม แสดงว่าไม่มีทาส อย่างมากก็มีเพียงทาสเชลย




หลักการปกครองธรรมราชา หรือแบบธรรมาธิปไตย


หลังจากที่พ่อขุนรามคำแหงได้นครศรีธรรมราชไว้ในอำนาจก็ได้มีการนำพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์มาแผลแพร่มากขึ้นเป็นผลให้แนวความคิดในการปกครองเปลี่ยนจากปิตุราชาธิปไตยมาเป็นแบบธรรมราชาธิปไตยยิ่งขึ้น พระเจ้าแผ่นดินตั้งแต่ พ.ศ. 1890 ก็เริ่มใช้พระนามว่า พระมหาธรรมราชาที่ 1 ถึงที่ 4 อันเป็นสมัยที่ขึ้นแก่อยุธยา และจบราชวงศ์พระร่วงเมื่อ พ.ศ. 1981

หลักการของระบอบธรรมราชาธิปไตย คือ ความเชื่อว่าพระราชอำนาจของกษัตริยจะต้องถูกกำกับด้วยหลักธรรมะประชาชนจึงจะอยู่เย็นเป็นสุข เมื่อสิ้นพระชนม์ก็จะได้ไปสู่สวรรค์จึงเรียกว่าสวรรคต ธรรมสำคัญที่กำกับพระราชจริยวัตร คือ ทศพิธราชธรรม 10 ประการ และจักรวรรดิวัตร 12 ประการ และมีหลักการปกครองปรากฏในไตรภูมิพระร่วง ที่พระมมหาจักรพรรดิราชจะใช้สั่งสอนท้าวพระยาทั้งหลายให้ปฏิบัติตามอีกมาก (ภารดี, อ้างแล้ว, น.2-4)

เป็นที่น่าสังเกตว่าธรรมราชธิปไตย น่าจะทำให้ประเทศชาติมั่นคงกว่า ราชาธิปไตยแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่การไม่พยายามออกไปสู้รบแผ่ขยายอาณาเขต หรือไม่บำรุงกำลังรบให้เข้มแข็งเพื่อป้องกันประเทศอาจทำให้อ่อนแอลง ดังปรากฏในปลายราชวงศ์พระร่วง หรืออย่างสมัยพระเจ้าจักรพรรดิ์ และพระเจ้าอุทุมพรแห่งอยุธยา หรือประเทศธิเบตที่ถือนิกายวัชรญาณเคร่งครัด แต่ถ้าวิเคราะห์อย่างละเอียดอาจจะพบว่าเป็นเพราะพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้ใช้หลักธรรมให้ครบถ้วน และเป็นเพราะลูกหลาน และขุนนางแย่งชิงราชสมบัติฆ่าฟันกันเอง จนอ่อนแอต่างหาก





- - - - - - - - - - - - - - - - - - -


นางสาว ทัตพิชา เทวัน ม.4/2 เลขที่ 33

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น